-- HOME ---- ABOUT US ---- CONTACT US --
   
:: อุปกรณ์ฟาร์ม และอุปกรณ์ผสมเทียมโค ::
คลิกที่นี่
น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคเนื้อ น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนม CRV AmBreed NZ  -  ซีอาร์วี แอมบรีด
น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ แยกเพศ Sexing Semen
น้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนม แยกเพศ Sexing Semen





                  โรคทั้งสองนี้มีสาเหตุการเกิดและอาการป่วยที่คล้ายคลึงกันมาก จึงยกมารวมไว้ในข้อเดียวกัน โรคที่พบได้เสมอในสภาพอากาศ
แบบเมืองไทยของเรา ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจถึงตายได้โดยง่าย

                  เกิดจากเชื้อพยาธิชนิดหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในเห็บโค เมื่อโคถูกเห็บที่มีเชื้อนี้ดูดเลือด เห็บจะขับเชื้อพยาธินี้ออกมาทางน้ำลายเข้าสู่
เส้นเลือดเชื้อจะไปเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายในเลือด และเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดแดงซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก บางครั้งแมลงดูดเลือดก็เป็น
ตัวนำเชื้อโรคได้เช่นกัน โรคมักจะระบาดในช่วงต้นฤดูฝนซึ่งมีแมลงดูดเลือดชุกชุม

แบ่งเป็น 3 แบบ

                  1.  แบบเฉียบพลัน 
                  
                  แบบนี้สัตว์จะแสดงอาการรุนแรงอย่างเร็วมาก โดยจะมีไข้สูงมาก (ประมาณ 105-108 ฟาเรนไฮต์) หายใจหอบและจะตายอย่าง
รวดเร็วภายในวันเดียว โดยที่เจ้าของอาจไม่ทันได้สังเกตเห็นอาการผิดปกติใดๆ เลย มักเกิดกับโครุ่นๆ มากกว่า

                  2.  แบบธรรมดา 

                   ระยะแรกสัตว์จะมีอาการซึม ไม่กินอาหาร มีน้ำลายไหลมาก ไข้สูง ( 104-106 ฟาเรนไฮต์ ) ขนลุก เยื่อเมือก (ตา เหงือก
และในช่องเพศ) จะมีสีแดงเข้มกว่าปกติ และอาการไข้นี้จะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดเวลา ภายในเวลาเพียง 2-3 วัน ต่อมาสัตว์จะแสดงอาการของ
โรคโลหิตจาง (เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก) อย่างชัดเจน คือ เยื่อเมือกซีดขาว หรือซีดปนเหลืองแบบดีซ่าน ตาเหลือง หายใจหอบ
ส่วนอาการมีไข้สูงยังคงมีอยู่ สัตว์มักจะผอมและอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว จนถึงตายได้เพราะขาดเลือด ถ้าเป็นแม่โคตั้งท้องมักจะแท้งเสมอ

                  อาการเด่นที่น่าจดจำ  ก็คือ โรคไข้เห็บนั้น สีของปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองเข้มและเยื่อเมือกจะเหลืองแบบดีซ่านชัดเจน
                  
                  ส่วนโรคเยี่ยวแดงนั้น สีของปัสสาวะจะเป็นสีแดงเข้ม หรือสีน้ำตาล (แบบน้ำเป๊ปซี่) และเยื่อเมือกมักจะแดงเข้มในระยะแรก
ต่อมาจะซีดหรือเหลือง

                  3.   แบบเรื้อรัง หรือไม่แสดงอาการ 

                   จะพบได้เสมอในโคพื้นเมืองของไทยซึ่งโคที่ป่วยจะปรับตัวจนสามารถมีเชื้ออยู่ในร่างกายได้โดยไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ
ให้เห็น หรือแสดงไม่ชัดเจน จนกว่าจะเกิดสภาพร่างกายทรุดโทรมหรืออ่อนแอลง จึงจะแสดงอาการออกมา แต่ก็ไม่รุนแรงถึงตาย


                พบว่าโคที่เป็นโรคแบบไม่แสดงอาการนี้มักจะเป็นตัวแพร่โรคไปสู่โคตัวอื่น ๆ ได้ง่าย สิ่งที่ควรระวังอย่างยิ่งก็คือ การนำโค
จากต่างประเทศหรือโคที่ไม่เคยสัมผัสกับโรคนี้มาก่อนเลย เข้ามาเลี้ยงรวมกับโคที่เลี้ยงในบริเวณที่เคยมีโรคเกิดมาก่อน จะมีผลทำให้โค
ตัวใหม่ติดโรคและมักจะแสดงอาการแบบรุนแรงกว่าโคที่เกิดในเมืองไทยมาก


                ถ้าเห็นโคมีอาการผิดปกติดังที่กล่าว โดยเฉพาะถ้าเห็นสีของปัสสาวะผิดปกติด้วย ให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ให้มาทำการตรวจ
และรักษาทันที นอกจากดูอาการแล้วหมอมักจะเจาะเลือดโคป่วยเพื่อนำไปตรวจดูว่ามีเชื้อพยาธิในเม็ดเลือดหรือไม่ ยาที่ใช้รักษามีหลายชนิด
การรักษาจะได้ผลดีถ้าทำในระยะแรกจึงต้องขึ้นกับความเอาใจใส่ของเจ้าของ


                ในต่างประเทศนิยมฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ แต่ประเทศไทยยังไม่มีใครสั่งเข้ามาใช้ ฉะนั้นการป้องกันที่ดีที่เราทำได้ก็คือหมั่นกำจัด
ตัวนำโรค คือ เห็บและแมลงดูดเลือด อย่าให้มากัดโคของเรา โดยเฉพาะช่วงเข้าหน้าฝน และถ้าจะมีการนำโคจากต่างประเทศมาเลี้ยงก็ควร
ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาทางป้องกันต่อไป


                มีโรคอีกหลายโรคที่ทำให้สีของปัสสาวะโคเป็นสีแดง แต่โรคเหล่านี้ไม่ค่อยได้พบบ่อยนัก เช่นโรคเลปโตสไปโรซิส 
โรคขาดฟอสฟอรัสหลังคลอด พบในลูกโคที่กินน้ำเย็นมากเกินไป จึงไม่ขอกล่าวถึงที่นี้




                สาเหตุและอาการคล้ายคลึงกับโรคปอดบวมในลูกโค จึงไม่กล่าวซ้ำ แต่โรคนี้ในโคใหญ่ โอกาสหายจะมีมากกว่าและความรุนแรง
มักจะน้อยกว่าที่พบในลูกโค การรักษาใช้หลักอย่างเดียวกัน



                พบได้บ่อยในโคนม  ในช่วงฤดูฝนจะระบาดมาก

                เกิดจากเชื้อโรคที่เรียกว่า เชื้อไวรัส เชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายโคโดยแมลงที่ดูดเลือดเป็นตัวนำ

                มักพบมากในโครุ่น โดยแสดงอาการอย่างรุนแรง คือ   มีไข้สูงมาก ( 105-107 ฟาเรนไฮต์ ) น้ำมูกน้ำลายไหลยืด นัยน์ตาลึก
ขอบตาบวม ไม่กินอาหาร นอนซม ถ้าไล่ให้ลุกหรือเดิน จะแสดงอาการเจ็บปวดที่ขา อาจเป็นข้างเดียวหรือมากกว่า เวลาเดินจะเดินขาแข็ง ๆ
หลังโก่ง โดยที่ไม่มีบาดแผลที่ขาหรือที่กีบให้เห็น ถ้าไม่มีโรคอื่นแทรกอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองจนหายเป็นปกติในเวลา 3-4 วัน แต่ถ้าเกิดใน
โคใหญ่สัตว์อาจล้มหลายวันเพราะขาเจ็บ ซึ่งเป็นอันตรายต่อกล้ามเนี้อขาข้างที่ถูกทับ ทำให้เสียโคได้

                ถ้าเป็นโรคนี้หมอจะช่วยให้อาการต่าง ๆ ทุเลาลง โดยให้ยาลดความเจ็บปวดของข้อขา ให้ยาลดไข้เป็นต้น ทั้งนี้เพราะไม่มียาที่
สามารถรักษาโรคนี้ได้โดยตรง ถ้าโรคเกิดกับแม่โคแล้วทำให้โคล้มนาน ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เสียโคตัวนั้นได้ จึงควรรีบรักษาตั้งแต่ต้นก่อนที่
สัตว์จะลุกไม่ได้ และถ้าสัตว์ล้มต้องหมั่นพลิกโคไปมา และช่วยให้ลุกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


                ความจริงขาเจ็บไม่ใช่โรคแต่เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้เสมอในโค มีสาเหตุมากมายและหลาย ๆ กรณีสามารถรักษาได้
ถ้าไม่ปล่อยให้เป็นนานจนเกินไป ส่วนมากมักเกิดจากส่วนกีบมากกว่าที่อื่น ได้แก่

                พื้นกีบผุ ที่เกิดขึ้นเสมอกับโคที่เลี้ยงให้ยืนโรงตลอดเวลา หรือโคซึ่งเลี้ยงอยู่ในคอกที่แฉะมีน้ำขัง โดยพื้นกีบจะนิ่มกว่าปกติ
จึงทำให้ผุเป็นรอยแผลแล้วมีเชื้อโรคแทรกเข้าไปตามรอยแผลหรือรอยแตกนั้น ทำให้เกิดเป็นหนองภายในกีบ โคจะเจ็บมากเห็นได้ชัดเวลา
เดินหรือยืน จึงมักพบโคนอนเสมอ ซึ่งเวลายืนโคจะไม่ใช้ขานั้นรับน้ำหนัก ตัวที่เป็นรุนแรงบริเวณเหนือไรกีบจะบวมแดงอักเสบ หรือเป็นหนอง
ให้เห็น

                วิธีการรักษาที่ดีที่สุดก็คือ การปาดตกแต่งกีบเสียใหม่ ตัดเอากีบส่วนที่ยื่นยาวผิดปกติและกีบที่เป็นเนื้อตายออกให้หมด จนถึง
เนื้อกีบที่ดี ข้างในล้างแผลด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แล้วทาทิงเจอร์หรือยาม่วงถ้าเป็นแผลลึกและมีเลือดออกมาก อาจจำเป็นต้องพันกีบ
ด้วยสำลีและผ้าก๊อต การล้างแผลบ่อย ๆ และฉีดยาปฎิชีวนะ จะทำให้แผลหายเร็ว กีบที่นิ่มนี้จะแข็งขึ้นและสร้างใหม่อย่างรวดเร็ว ถ้าหมั่นแช่ใน
น้ำจุนสี การป้องกันทำได้โดยหมั่นปาดกีบอย่าให้ยาวผิดรูปทรงและให้โคได้มีที่สำหรับเดินออกกำลังทุก ๆ วัน อย่าให้โคยืนในคอกที่มีน้ำขังแฉะ
และถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงโคตัวการยืนโรง ก็ควรมีกะบะจุนสีไว้ให้โคได้แช่กีบบ่อย ๆ เพื่อให้พื้นกีบหนาและแข็งขึ้น

                นอกจากพื้นกีบผุที่ทำให้เชื้อโรคเข้าไปได้แล้ว เชื้อโรคอาจเข้าไปในกีบที่แตกเพราะการกระทบกระแทก หรือเข้าทางบาดแผล
ที่ผิวหนัง บริเวณไรกีบก็ได้ หากการติดเชื้อที่กีบถูกทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา จนกระทั่งลุกลามเข้าไปในระหว่างข้อ การรักษาให้หายจะทำได้
ยากมาก ในบางครั้งสัตวแพทย์อาจจำเป็นต้องตัดกีบข้างนั้นทิ้งได้

                เนื้องอกระหว่างกีบ   เจ้าของจะสังเกตเห็นก้อนเนื้องอกอยู่ระหว่ากีบ 2 ข้าง มันมักเกิดตามหลังจากการติดเชื้อในกีบ วิธีรักษาต้องผ่าตัดเอาออกเท่านั้น

                หัวเข่าบวม   พบได้บ่อย ๆ โดยลักษณะการบวมของหัวเข่าจะเป็นลักษณะบวมนิ่ม ไม่ร้อนไม่เจ็บปวด ภายในเป็นน้ำปนเลือด เกิดจากการกระแทกแรง ๆ จนเส้นเลือดฝอยในหัวเข่าแตก เรารักษาได้โดยการประคบน้ำอุ่น หรือใช้น้ำมันถูนวดที่ร้อน ๆ ทา จะทำให้ยุบเร็ว ไม่ควรทำการเจาะเอาน้ำออก เพราะจะทำให้มีการติดเชื้อโรคได้ง่าย ช่วงนี้อย่าให้โคเดินมากนัก

                มีบาดแผลที่ขา   หากบาดแผลเกิดที่กล้ามเนื้อจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม มักรักษาได้แต่ถ้าเกิดการฉีกขาดของเอ็น หรือเกิดการหักของกระดูกแล้ว ในโคหญ่การรักษามักจะไม่ได้ผล ฉะนั้นหากเกิดบาดแผลขึ้นควรรีบตามสัตวแพทย์มาดูทันที



                มีโอกาสพบได้บ่อย ๆ ในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะเมืองไทยมีสุนัขจรจัดมาก และคนไทยโดยเฉพาะตามชนบทไม่นิยมฉีดวัคซีน
ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยง เพราะไม่เข้าใจถึงอันตรายของโรคนี้ที่สามารถติดต่อมาถึงคนได้ โรคพิษสุนัขบ้าหากใครเป็นแล้วไม่มี
ทางรักษา และต้องตายทุกคน

                เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งโคที่ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับเชื้อจากการถูกสุนัขบ้ากัด เชื้อไวรัสนี้มีอยู่ในน้ำลายของสุนัขบ้า
เป็นจำนวนมาก แล้วจะเข้าสู่ร่างกายโคทางบาดแผลที่ถูกกัด ระยะเวลาหลังจากถูกกัดจนแสดงอาการนั้นไม่แน่นอนขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด
และความรุนแรงของแผล


มี  3  ระยะดังนี้


                ระยะแรก

                โคป่วยจะมีไข้แต่ไม่สูงมากนัก มีอาการซึม ไม่กินอาหาร น้ำนมลด จากอาการป่วยในระยะนี้บอกได้ยากว่าโคเป็นโรคอะไรแน่ ที่สำคัญจึงควรดูว่าโคมีประวัติเคยถูกสุนัขกัดหรือไม่ หรือถ้าเจ้าของสงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปจับต้องหรือ ยุ่งเกี่ยวกับโค
โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะการใช้ยากวาดคอหรือการกรอกยานั้นไม่ควรทำเด็ดขาด ระยะนี้กินเวลาตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงถึง 2 วัน ก็จะเข้าสู่ระยะที่  2

                ระยะที่สอง

                เมื่อถึงระยะนี้อาการผิดปกติต่าง ๆ จะชัดเจนขึ้นโดยแสดงให้เห็นถึงนิสัยที่ผิดปกติไปอย่างชัดเจนโคจะแสดงอาการทางประสาท และรู้สึกไวผิดปกติต่อการรบกวน เช่น เสียง โคป่วยอาจไล่ชนตัวอื่นๆ ส่งเสียงร้องดัง มีอาการเบ่งที่ท้องบ่อย ๆ รูม่านตาขยายใหญ่ หดเมื่อโดน
ไฟส่อง มีน้ำลายไหลมาก กลืนน้ำและอาหารไม่ได้ ทำให้เกิดสภาพขาดน้ำ แสดงอาการกระวนกระวายโดยโคมักยกหัวสูงและกระดิกหูอยู่ตลอด
เวลา ต่อมาโคจะนอนลงมักพลิกตัวไปมาบ่อย ๆ และไม่ยอมลุก บางตัวมีการเบ่งถ่ายปัสสาวะกะปริบกะปรอย อาการระยะนี้โคบางตัวอาจมองดู
คล้ายๆ กับโคเป็นสัด ระยะนี้นานไม่เกิน  2  วัน

                ระยที่สาม

                โคจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว นอนลุกไม่ขึ้นขาหลังทั้งสองเป็นอัมพาตและตายอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

                โรคนี้ถ้าสัตว์แสดงอาการแล้วไม่มีทางรักษาฉะนั้นถ้าสงสัยว่าโคป่วยเป็นโรคนี้ ให้รีบมาปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะหากโคตาย
ควรจะตัดหัวเพื่อนำไปตรวจโรคพิษสุนัขบ้าต่อไป ที่สำคัญคือเจ้าของจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโคที่สงสัยว่าป่วยเป็นโรคนี้เป็นอันขาด
เพราะอย่าลืมว่าเชื้อโรคอยู่ในน้ำลายของโคที่แสดงอาการบ้า

1.
สุนัขและแมวที่เลี้ยงในบ้านควรนำไปหาสัตวแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
2.
ป้องกันอย่าให้มีสุนัขจรจัดเข้ามาในฟาร์ม
3.
หากสงสัยว่าโคของท่านถูกสุนัขกัดให้รีบมาปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อสัตวแพทย์จะได้ฉีดวัคซีนป้องกันไม่ให้โคเป็นบ้า หากปล่อยไว้จนโคแสดงอาการบ้าแล้วสัตวแพทย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้
4.

ถ้าสงสัยว่าสุนัขที่มากัดโคเป็นสุนัขบ้าหรือไม่ ให้จับสุนัขมาขังไว้เพื่อดูอาการโดยให้อาหารและน้ำตามปกติ หากสุนัขแสดงอาการบ้าและตายภายใน  10  วัน  ให้ตัดหัวสุนัขแล้วส่งไปตรวจโรคพิษสุนัขบ้าต่อไป

5.
หากเจ้าของมีฐานะการเงินดี ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้โคทุกตัว ปีละ  1  ครั้งหากเจ้าของมีฐานะการเงินดี ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้โคทุกตัว ปีละ  1  ครั้ง

วิธีการจัดส่งหัวสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าไปตรวจ

                ควรตัดหัวสัตว์ทันทีที่ตายด้วยความระมัดระวังมาก ๆ โดยสวมถุงมือหนา ๆ และระวังอย่าให้น้ำลายของสัตว์มาโดนตัวผู้ตัด
จากนั้นใส่หัวลงในถุงพลาสติกที่ซ้อนสองชั้นมัดปากถุงให้แน่นแล้วใส่กระติกแช่น้ำแข็ง ( ห้ามแช่หัวในน้ำแข็งโดยตรง ) แล้วรีบนำหัว
ไปส่งตรวจเพราะหากทิ้งไว้นานจนสมองเน่าการตรวจจะได้ผลไม่ถูกต้อง ส่วนซากควรเผาหรือฝังลึก ๆ หากมือไปโดนน้ำลายสัตว์ให้รีบ
ล้างด้วยสบู่หลาย ๆ ครั้ง



สถานที่ซึ่งรับตรวจโรคพิษสุนัขบ้า

1. โรงพยาบาลประจำจังหวัดบางจังหวัด
2. กรมปศุสัตว์  พญาไท  กรุงเทพฯ
3. สถานเสาวภา  กรุงเทพฯ
4. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กรุงเทพฯ

ข้อควรจำ  โรคนี้ป้องกันได้เมื่อยังไม่แสดงอาการบ้า แต่ถ้าแสดงอาการแล้วไม่มีทางรักษาต้องตายทุกราย


                โคนมในประเทศไทยจำนวนไม่ใช่น้อยที่ป่วยเป็นวัณโรค หรือเป็นตัวแพร่โรคนี้โดยไม่แสดงอาการป่วยให้เห็น โรคนี้ไม่เพียงแต่
อันตรายต่อโคเท่านั้น ยังสามารถติดต่อมาสู่คนเลี้ยง หรือคนที่ดื่มนมจากโคป่วยได้อีกด้วย ฉะนั้นผู้เลี้ยงโคทุกคนจึงควรให้ความสนใจ

                เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง เชื้อโรคนี้ชอบอาศัยอยู่ตามต่อมน้ำเหลืองในร่างกาย สามารถแพร่จากบริเวณที่มีเชื้อไปยัง
ส่วนต่าง ๆ ในร่างกายได้และมีผลให้อวัยวะนั้นทำงานไม่ได้ตามปกติ

                1. โดยการกินหญ้าหรืออาหารที่เปื้อนสิ่งขับถ่าย เช่น น้ำลาย น้ำมูกของโคที่กำลังป่วย

                2. โดยการกินนมจากโคป่วยที่ไม่ได้ผ่านขบวนการฆ่าเชื้อโรค เช่น การพาสเจอไรซ์    

                ในกรณีนี้มักติดต่อไปยังลูกโคหรือคนที่ชอบดื่มนมสด ๆ รวมทั้งคนรีดนมก็มีโอกาสติดได้

                อาการของโรคนี้มีหลายแบบไม่แน่นอน เมื่อดูจากอาการป่วยบอกได้ยากว่าเป็นโรคนี้ เพราะส่วนใหญ่โคป่วยจะไม่แสดงอาการ
เฉพาะให้เห็น นอกจากผอมลงเรื่อย ๆ ไม่ค่อยกินอาหารหรือมีไข้ขึ้นๆ ลงๆ นอกจากนี้โคอาจแสดงอาการทางปอด เช่น ไอบ่อยๆ หายใจลำบาก
บางตัวที่มีต่อมน้ำเหลืองในช่องอกโตเวลาหายใจจะมีเสียงดังผิดปกติ

                หากเกิดวัณโรคขึ้นที่เต้านมจะทำให้เกิดเต้านมอักเสบ น้ำนมที่รีดได้จะมีเชื้อโรคปนออกมา ลักษณะน้ำนมอาจเหมือนปกติหรือ
มีตะกอนปนเพียงเล็กน้อย ต่อมน้ำเหลืองที่เต้านมด้านหลังจะบวมโต เต้านมที่ส่วนฐานมักจะแข็งกว่าปกติ  ขอให้จำไว้ว่าวัณโรคที่เต้านมนี้
เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคจากโคสู่คนที่อันตรายที่สุด การฆ่าเชื้อโรคในน้ำนม เช่น การพาสเจอไรซ์  การสเตอริไรซ์และขบวนการ ยู.เอส.ที.
เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการฆ่าเชื้อโรคนี้  ฉะนั้นควรดื่มนมที่มีข้อความว่าได้ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแบบใดแบบหนึ่งในสามแบบที่กล่าวมาเท่านั้น
จึงจะปลอดภัย


                นอกจากที่กล่าวมาแล้ว วัณโรคอาจเกิดขึ้นที่อวัยวะภายในส่วนต่าง ๆ ของโค เช่น ปอด  ลำไส้  ตับ ฯลฯ เพราะเชื้อนี้กระจายไป
ทั่วร่างกายได้ โดยผ่านทางท่อน้ำเหลืองเมื่อโรคไปเกิดที่ส่วนใดจะทำให้อวัยวะนั้นทำงานไม่ได้ตามปกติ และต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ บริเวณนั้น
จะบวมโต มีผลให้สัตว์แสดงอาการไม่แน่นอนขึ้นกับว่าอวัยวะส่วนใดถูกทำลาย

                วิธีที่จะบอกได้ดีที่สุดว่าโคตัวนั้นกำลังป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่ก็คือ การทดสอบที่ผิวหนัง ทำโดยสัตวแพทย์จะฉีดสารบางอย่าง
เข้าไปในหนังบริเวณโคนหางด้านล่างหรือที่แผงคอ แล้วคอยดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นหลังการฉีดในเวลา 3 หรือ 4 วัน หากโคตัวใดเป็นโรคนี้
ผิวหนังบริเวณที่ฉีดจะบวมหนาเป็นตุ่มใหญ่เห็นได้ชัด การตรวจวัณโรคควรทำทุก ๆ ปี 

                วิธีการตรวจแบบนี้มีข้อเสียตรงที่หากเป็นโคที่เพิ่งเริ่มป่วยหรือป่วยมานาน ๆ จนโรคลุกลามไปทั่วตัวแล้วกลับให้ผลลบได้ จึงต้องตรวจซ้ำทุกปีเพื่อเปรียบเทียบผล

                ไม่นิยมรักษาเพราะเป็นโรคที่ติดต่อถึงคนได้ สัตวแพทย์จึงมักแนะนำให้เจ้าของคัดโคตัวที่เป็นโรคนี้ออกจากฝูงเพื่อส่งฆ่า แต่ที่สำคัญคือการชำแหละซากโคเพื่อนำไปขายนั้น จำเป็นต้องให้สัตวแพทย์ตรวจก่อนเพราะเป็นโรคติดต่อสู่คนได้ หากสัตวแพทย์เห็นว่า
เนื้อส่วนใดไม่ควรใช้เป็นอาหาร ก็จะต้องทำลายซากส่วนนั้นหรือทั้งหมดด้วยการเผา



 

  โดย ... สัตว์แพทย์หญิง ฐิติมา วราวิทย์
              สัตว์แพทย์หญิง วีร่า พิวก์
 
     โรคอื่นๆ ที่มีโอกาสพบในโค







©
2007 Pornchaiinter.com   All Rights Reserved.
Tel : 032 357 184, 032 357 558, 032 357 559 Fax : 032 357 185